| WaNNa 的个人资料~~~PhuNgMiM~~~照片日志列表 | 帮助 |
|
|
||||
|
11月16日 มันรักเธอเพียงคนเดียวผู้ป่วยความจำเสื่อม
ฉันความจำเสื่อม
ไม่เคยจำว่าเธอนั้นเคยได้ทำร้ายใจ ไม่เคยจำว่าเธอนั้นเคยได้ทำให้ช้ำสักเท่าไร หมดน้ำตาไปแค่ไหน หากมันรั้งให้เธอไม่ไปจากฉันได้ .. ฉันยอม ฉันความจำสั้น ไม่เคยจำถอยคำ ที่เธอเคยตัดพ้อยังไง ไม่เคยจะจำที่เธอนั้นทำให้ร้ำร้องจะเป็นจะตาย ฉันจำไม่ได้ ที่ยังทนโง่งมมากมายก็เพราะฉัน … มันรักเธอเพียงคนเดียว อาจจะดูไม่ดีนัก ที่ตัวฉันเป็นอย่างนี้ อาจจะดูไม่เข้าที ที่ยอมให้เธอทำร้าย แต่ถ้าลองมาเป็นฉัน มี แค่เพียงหนึ่งเหตุผลที่ง่ายดาย คือรักเธอ เกินกว่าใจของตัวเอง ฉันความจำเสื่อม ไม่เคยจำเรื่องวันที่เรานั้นไม่เข้าใจ ไม่เคยจะคิดว่าเราสองคนนั้นต้องแยกกันไป เข้ากันไม่ได้ มีแต่ความทรงจำสุดท้ายก็ฉัน … รักเธอเพียงคนเดียว อาจจะดูไม่ดีนัก ที่ตัวฉันเป็นอย่างนี้ อาจจะดูไม่เข้าที ที่ยอมให้เธอทำร้าย แต่ถ้าลองมาเป็นฉัน มี แค่เพียงหนึ่งเหตุผลที่ง่ายดาย คือรักเธอ เกินกว่าใจของตัวเอง จะให้ทำอย่างไร ทั้งในเมื่อใจฉัน มันรักเธอเพียงคนเดียว อาจจะดูไม่ดีนัก ที่ตัวฉันเป็นอย่างนี้ อาจจะดูไม่เข้าที ที่ยอมให้เธอทำร้าย แต่ถ้าลองมาเป็นฉัน มี แค่เพียงหนึ่งเหตุผลที่ง่ายดาย คือรักเธอ เกินกว่าใจของตัวเอง อาจจะดูไม่ดีนัก ที่ตัวฉันเป็นอย่างนี้ อาจจะดูไม่เข้าที ที่ยอมให้เธอทำร้าย แต่ถ้าลองมาเป็นฉัน ไม่ต้องหาหรอกเหตุผลที่มากมาย แค่รักเธอ มากกว่าใครเท่านั้นเอง 9月13日 喜欢和爱的区别人世间有种情感叫“喜欢”,另一种叫“爱” 4月9日 ภาคสองต่อจากภาคแรกน่ะ ย้อนไปความเดิมตอนที่แล้ว เอ่อ....จำไม่ได้เหมือนกัน อิอิอิ
พอถึงสนามบินสุวรรณภูมิ(กลางเดือนกุมภา) เฮ้อ...เดินทางคนเดียวอีกแล้ว รอแล้วก็รอ(รอโทรศัพท์บางคน แต่.....เครื่องขึ้นสิบโมงสามสิบห้า โทรมาตอนนั้นพอดี ข่าวว่าปิดเครื่องไปแล้ว)แต่ก็ขอบคุณที่ยังโทรมา... พอขึ้นเครื่องสิ่งที่ไม่อยากเจอก็เจอ อุตส่าห์ภาวนาให้ได้นั่งที่ดีๆหน่อย ชริ.....ยัง ยังไม่จบ พอลงเครื่อง(ที่เซี่ยงไฮ้) รับกระเป๋าเรียบร้อย กำลังจะออกจากสนามบิน โดนตำรวจเรียกอีก เอ้อ หน้าเราผิดกฏหมาย ฮ่าๆๆ เรื่องของเรื่องคือเค้าคงตามหาคนจีนอยู่มั้ง เห็นชี้คนนู้นคนนี้ แต่คงไม่รู้หน้าตาเป็นงัย เลยเรียกผู้ต้องสงสัยมาสอบถาม (แล้วกรูโดนเรียกงัย) เค้าก็ถามมาเป็นภาษาจีน แต่ได้ยินไม่ถนัดเลย หะ ทำหน้าสงสัย เค้าเลยมาเปลี่ยนมาพูดอังกฤษกับเราขอดูพาสปอร์ตแล้วถามว่าเรียนที่ไหน แล้วก็ปล่อยตัวออกมา (ภาษาอังกฤษช่วยชีวิต ฮ่าๆๆ) พอเราเดินให้หลังมานิดเดียวก็ชี้ไปที่อีกคนนึงที่เดินตามมาว่าคล้ายๆ แล้วก็เรียกตัวไปอีก เหอๆๆๆ (สรุปไม่รู้อะไร) ...................
เทอมนี้เรียนอีกสองอาทิตย์ก็ปิดเทอมละ ปิดก็ปิดสอบสองอาทิตย์แต่เราต้องเขียนรายงานส่ง ปวดหัวๆๆๆ ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรทุกที แต่ละวิชา(มีสามวิชา)ยากแท้หยั่งถึง ยากที่สุดมีอยู่วิชานึงอีกสองวันส่งยังไม่ได้เริ่มเขียนเลย เรื่องของเรื่องกำหนดส่งเหลืออีกอาทิตย์นึง แต่ว่าอาจารย์จู่ๆก็บอกว่าอีกสองวันให้ส่งงาน เพราะอาจารย์ไม่อยู่หลายเดือน ฮ้าๆๆๆๆๆๆๆๆ ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ เวรกรรมแท้ๆ นั่งคิดนอนคิดเดินคิดยืนคิด ก็คิดไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เอาหนังสือทั้งหมดที่มีอยู่มากเปิดอ่านๆๆหาข้อมูล อ่านไปน้ำตาไหลไปไม่รู้ตัว และแล้วก็ ปล่อยโฮ คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแบแม่ (ตอนนี้นึกถึงแล้วฮาตัวเองมากมาย) อ้อ ปวดหัวมากด้วยจนต้องเลิกล้มแล้วนอนหลับ พอตื่นมาตอนเช้า วิธีนี้ดีที่สุด โทรเรียกเพื่อนคนจีนมาช่วยทำ เอ้ย คิด ฮ่าๆๆ เพื่อนก็แสนดี อิอิอิ มาช่วยเราคิดหัวข้อ แล้วหาข้อมูลให้ อ่าๆๆๆๆ แล้วเราก็เรียบเรียง (แต่ก็ความคิดเพื่อนทั้งน้านนนนน) แอบเขียนจดหมายน้อยให้อาจารย์ด้วยหล่ะ ขอความเมตตาให้เด็กต่างชาติต่างภาษาคนนี้ด้วย ฮ่าๆๆ พอเขียนเสร็จแล้วก็เลยเอาไปส่งพร้อมกันทั้งสามวิชา(คนละอาจารย์นะ) อันที่จริงในใจไม่เคยอยากได้คะแนนสูงๆเล๊ย ขอแค่ผ่านก็พอละน่ะ (ผ่าน75คะแนนซึ่งสูงมาก เลยเครียด) พอถึงช่วงของการรอคะแนนออก(ซึ่งก็อีกสองอาทิตย์หลังจากส่งงานไป) ยอมรับว่าปวดหัว และกลุ้มใจทุกที กลัวไม่ผ่าน (ไม่ผ่านเรื่องใหญ่เลย) ต้องการกำลังใจในช่วงเวลานี้ด่วน และมากมาย ก็ได้จากพ่อแม่เป็นสำคัญ แล้วก็เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทั้งที่จริงแล้วต้องให้กำลังตัวเอง แต่ก็นะ อารมณ์นี้จะไปหามาจากไหน ได้แต่นั่งรูปที่ถ่ายกับพ่อแม่ .......แล้วบอกตัวเองว่าเพื่อทั้งสองคนนี้ต้องทำให้ได้ .....................
ช่วงนี้(ปลายเดือนมีนาคม)เปิดเทอมสามแล้ว เร็วจริง ..... แต่เกรดเทอมสองก็ยังไม่ออก ต้องรอลุ้นต่อไป เทอมสามอันที่จริงมีสามวิชา แต่ว่าอีกวิชานึงย้ายไปเทอมสี่ ซึ่งเป็นเพราะว่าไม่มีอาจารย์สอน (เป็นไปได้งัย) เลยเหลือแค่สองวิชา อ้อ.....ตอนแรกมีวิชาภาษาอังกฤษด้วยไปเรียนมาแล้วคาบนึง แต่ได้ข่าวมาว่าต่างชาติไม่ต้องเรียน แล้วเราก็ไม่ได้ลงเรียนวิชานี้ด้วย แต่เพื่อนคนจีนในเอกต้องเรียนเป็นวิชาบังคับ เราเลยไปถามเพื่อความแน่ใจ .......ถามอาจารย์ที่คณะ อาจารย์ก็ถามที่ฝ่ายทะเบียน ได้ความว่าไม่ต้องเรียน (ดีใจๆ) แต่เพื่อนเวียดนามไปถามฝ่ายนี้เหมือนกันคนเดียวกับที่บอกเรา เจ๊กลับบอกว่าต้องเรียน เอ๊ะ ยังงัย เจ๊แกจำคำพูดตัวเองไม่ได้รึงัย ........... แต่ยังงัยเราก็ไม่ไปเรียนหรอก ฮ่าๆๆ (จะยุ่งยากทีหลังมั้ยนิ) สรุปเทอมนี้ก็เรียนสองวิชา โอ๊ะ เจออาจารย์คนเดิมตอนเรียนเทอมหนึ่ง ไม่เป็นไรค่ะ แต่อีกวิชานี่สิ อาจารย์โหดน่าดู ต้องอภิปรายกันทุกคาบเลย ได้รายงานมาคนละเรื่องต้องไปรายงานหน้าห้อง แล้วแต่ละคาบทุกคนต้องพูดจะถามคำถามหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนรายงานก็ได้ อ๊าๆๆๆๆๆๆๆ ปัญหาของเราคือไม่มีคำถามค่ะ แค่ฟังยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย แล้วจะถามอะไรล่ะเนี่ย.......แต่จะพยายามหาคำถามไปถามให้ได้นะคะอาจารย์..............
อ๊าๆๆๆ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ( ต้นเดือนเมษา) เกรดออกแล้วๆๆๆๆๆ ลุ้นแทบตาย ฮ่าๆๆๆ โดยเฉพาะวิชาที่ทำให้ฉันเสียน้ำตา ฮ่าๆๆ ..........................ผ่านแฮะ...............คะแนนเท่าเพื่อนคนจีนหลายๆคนเลยแฮะ(จากที่สอบถามมา).......โอ้พระเจ้า.............พ่อบอกว่าเกรดออกแล้วก็เลี้ยงข้าวเพื่อนด้วย............อยากเลี้ยงข้าวเพื่อนๆ........แต่เพื่อนไม่ยอม...........
พอและง่วงนอน ตีสองแล้วนิ ไปนอนดีกว่าพรุ่งนี้มีเรียน (บ่าย ฮ่าๆๆๆ)
3月14日 大海从那遥远海边,慢慢消失的你, 所有受过的伤,所有流过的泪。
2月25日 แค่อยากเล่าให้ฟัง กลับมาถึงเซี่ยงไฮ้ตั้งแต่วันที่ 15 (โดดเรียนไปหนึ่งสัปดาห์ เหอๆๆ) หอบการบ้านไปกะทำซะเยอะแยะ แต่..................ไม่ได้ทำเลยซักตัว (ขี้เกียจนี่....นิสัยเสีย)ยังไม่อยากกลับมาจีนเลยค่ะ กลับไปอยู่บ้านแค่สองอาทิตย์(ไปอยู่ที่อื่น ฮ่าๆๆๆ)พ่อกับแม่ยังไม่หายคิดถึงเลย (แต่อีกสี่เดือนก็ได้กลับอีก)
ตลอดหนึ่งเดือนที่อยู่ไทยอยากบอกว่าอาหารไทยอร่อยมาก แต่อาหารฝีมือแม่ สุดยอดดดดดดดดดดดที่สุด(แม่น่ารักที่สุดเลย)
พ่อก็น่ารัก (เดี๋ยวพ่อน้อยใจ) ไปรับไปส่งตลอด กทม.- พิจิตร ,พิจิตร - กทม. อยากไปไหนจะไปส่ง อ้อนนิดนึงก็ไปส่งถึงที่(ก็เรายังไม่ได้ทำใบขับขี่ อีกอย่างรถพ่อไม่ใช่รถเรา อิอิ)เดี๋ยวให้มีรถเป็นของตัวเองก่อนเหอะ จะขับพาพ่อกะแม่ไปเที่ยวเอง(ต้องไปทำใบขับขี่รอไว้ก่อน) วันที่พ่อว่างพ่อก็พาไปหาปู่กับย่า(จ.ตาก) พอไปถึงประมาณเก้าโมงเช้านี่แหละ (ผู้ร่วมเดินทางไปกับเรา พ่อ แม่ อากับครอบครัว น้องสาว แล้วก็หลานชายที่รัก) ปู่ก็ฟ้องบอกว่าย่าปลุกตั้งแต่ตีสี่ให้พาไปซื้อของที่ตลาดมาทำกับข้าวรอพวกเรา นี่นึ่งไก่รอไว้ตั้งหลายตัว
(ไก่เปื่อยหมดเเล้ว)ก็ยังไม่มากันซักที เหอๆๆๆ ปู่บอกขี่รถตอนเช้าอย่างนี้หนาวมาก แต่ไปถึงก็ได้กินข้าวกับปู่ ย่า พอดีแหละ แล้วก็มีพี่ชาย กับอาอีกคนมาสมทบ อาเรากลายเป็นคุณตาไปซะแล้ว (อ้าว เราก็กลายเป็นป้าไปซะงั้น ไม่นะ.....ไม่เรียกป้า) อาอุ้มหลานน้อยน่ารักมาด้วยหง่า (น่ารักมากๆเลย เห็นแล้วก็หลง) พ่อกะแม่มันหน้าตาดีนี่เนาะ แต่ทำไมแซงหน้าเราไปเฉยๆอย่างนี้ล่ะ เง้ออออออ
ช่วงปลายๆเดือนมกรานัดกับเพื่อนอีกคนไปเดินสายเริ่มจากแวะไปหาพี่น้องพ้องเพื่อนที่พิษณุโลกก่อน(ม.นเรศวร)ให้ตายเถอะ ตอนสมัยเราเรียนอยู่ทำไมไม่สวยขนาดนี้นะ นู่นนี่นั่น ปรับปรุง บำรุง ซ่อมแซม และสร้างขึ้นมาใหม่ สวยมากมาย ชอบค่ะ ได้เจอรุ่นน้อง กับ พี่ๆด้วยดีใจมากมาย ไปร้องเกะมาด้วย อิอิอิ
วันต่อมาก็ขึ้นรถไปแดนอิสาน อุดรธานี ไม่ได้ไปก่อม็อบแต่อย่างใดเพียวแค่ไปเยี่ยมพี่ๆที่ทำงาน(ม.ราชภัฏอุดรธานี)ก็เยี่ยมไม่ครบ ได้สถิตอยู่ที่ฝ่ายวิเทศน์ฯที่เดียวเลยอ่ะ (คราวหน้าเข้าศูนย์ภาษาแน่นอนค่ะ) แต่ข่าวว่าสังกัดศูนย์ภาษา เอ๊ะยังงัย แต่กว่าจะได้ฤกษ์เข้าไปก็หลายวันเอาการ พอเข้าไปก็งานเข้าเลย เหอๆๆ (พายุเข้าตอนท้ายมาด้วยนิดนึง)
คิดถึงพี่ๆ(พี่อาจารย์มดแดง,พี่เอ๋ ,พี่เป้,เพื่อนสาวอีกสองสามคน ฯลฯ)พอได้เจอกันก็เลยพากันไปกินกุ้งเผาตัวโตๆๆ(หมด เหลือแต่ขนาดกลาง เซ็ง) ส้มตำ ตำไทย ตำลาว ตำแตง ปลาเผา ต้มยำรวมมิตร พล่ากุ้ง ปลาหมึก ผัดผงกะหรี่ กินกับข้าวผัดปู นี่มื้อเดียวนะเนี่ย
โอ้วววว เหอๆๆ ต่อด้วยการสรวลสนามสองวันติด(วันอื่นใช่ว่าไม่ไปนะ แต่ไปร้านอื่น อิอิ)อยู่อุดรสองอาทิตย์สนุกสนานดี ขอบคุณทุกคนคร๊าบบบ แต่ก็มีแอบแวะไปที่อื่น เพื่อ..........(ไม่ขอกล่าวถึง ทรมานจิตใจ) กลับบ้านดีกว่า........
นั่งรถกลับจากอุดรมาลงพิดโลก (พ่อกับแม่มารับถึงพิดโลกเลย) แล้วก็เลยไปซื้อของกันนิดหน่อยกว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ค่ำเลย แต่เอ...เหลืออีกแค่อาทิตย์เดียวก็จะกลับจีนละ (อ้าว ยังไม่ได้ซื้อตั๋ว) ฮ่าๆๆๆ เดือนร้อนคุณพ่อผู้น่ารักพาไปซื้อสิ (ออกเงินให้ด้วย
นี่น่ารักสุด อิอิ) เกือบไม่ได้ราคานักเรียนซะแล้ววววว ดีที่พนักงานน่ารัก ขอบคุณค่า วันต่อมาเพื่อนโทรมาว่าอยากเจอก็เลยรีบไปเดี๋ยวนั้น ดีที่อยู่แค่ในเมืองนะ ไกลกว่านี้ไปไม่เป็น ไม่ได้เจอเพื่อนวรรณนานมากมาย แถมยังได้เจอเพื่อนน้ำหอมอีก (อดีตคืออดีต) ก็ดีใจที่ได้เจอนะ เพื่อนมีความสุขดีก็โอเคแหละ บ่ายๆพี่ก็มารับกลับบ้าน (พอดีมันมาหา เลยไม่ต้องนั่งรถกลับเอง) บอกว่าอยากกินกับข้าว(ยำหมู)ฝีมือเรา (คิดถูกคิดผิดเนี่ย คิดได้งัย) ขับรถมาจากตากแน่ะ อืมๆๆ ทำไปทำมาก็อร่อยดีเหมือนกัน (ฮ่าๆๆๆ ชมตัวเอง...) ..........
อยู่ไปอยู่มาก็ถึงวันกลับ ก่อนวันจะกลับเลยไปร่ำลาญาติพี่น้องก่อน เริ่มจากยาย ยายร้องไห้ด้วย หง่าาาา (แพ้น้ำตา) แล้วก็ไปบ้านป้ากับลุง อีกมากมาย (ลุงให้ค่าขนมมาด้วย) พอกลับมาถึงบ้าน เอ่อ ยังไม่ได้เก็บของเลย ขอตัวเก็บของแป๊บนึง
พอตกเย็นลุงป้าน้าอาข้างๆบ้านก็มานั่งคุยด้วย เหอๆๆๆ มาให้กำลังใจ (ซาบซึ้งๆ) จู่ๆลุงกับป้าที่เพิ่งไปลามาก็มาหาที่บ้านซะงั้น กลายเป็นว่าผู้คนเต็มบ้านเราเลยก็เลยทำไรกินกัน เมากัน เอ้ย เม้าท์กัน (อันที่จริงก็มีแหละน่า) แล้วจู่ๆลุงก็บอกว่าจะมาส่งด้วย แล้วก็ชวนลุงอีกคนมาด้วย (เกรงใจจังค่ะ) จริงๆแล้วรู้สึกดีมากเลยที่ผู้ใหญ่เค้าดีใจกับเรามากขนาดนี้ ต้องขอบคุณอีกครั้ง สัญญาว่าจะตั้งใจเรียนและทำให้สำเร็จ (แม้จะยากมากมาย) สู้ๆคร๊าบบบ
พอแค่นี้ก่อนดีกว่า เขียนไรมากมายขนาดนี้เนี่ย ไม่เคยเขียนมากขนาดนี้มาก่อน งั้นเรื่องราวตั้งแต่สนามบินจนถึงเซี่ยงไฮ้ไว้ต่อคราวหน้าแล้วกัน (จะมาเขียนต่อตอนไม่มีไรทำ กำลังฟุ้งซ่าน) 1月25日 ช่วงเวลาปิดเทอมเมื่อปิดเทอมมาถึงก็รู้สึกดีใจอ่ะนะที่จะได้กลับบ้านแม้จะแค่เดือนเดียว แต่ก็คิดถึงประเทศไทยมากๆเลยแหละนี่ก็กลับมาได้สองอาทิตย์กว่าๆจนใกล้จะเปิดเทอมอีกแล้ว .........เศร้า...........หอบการบ้านมาตั้งมากมาย กะว่าจะทำให้เสร็จและสำเร็จแต่................................................................ความขี้เกียจเข้าไส้.....................ก็เลย........................เครียดดดดดด........................ยังไม่ได้เริ่มทำสักตัว...............ท่าทางจะไม่รอดซะแล้วงานนี้ฮืออออออออออออออออออออออออออออออ(คิดซะว่ากลับมาพักผ่อน)กลับไปตายแน่เลย.......คิดไปได้งัยหาเรื่องเที่ยวดีกว่า ฮ่าๆๆๆๆ ไปไหนดีอ่ะ ไปด้วยกันมั้ยคะ1月5日 ความสุข คนเราต่างก็แสวงหาความสุขกันมิใช่หรือ แล้วความสุขของแต่ละบุคคลก็นิยามไม่เหมือนกัน อย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นชีวิตที่มีความสุข ไม่ว่าจะแสวงหากันอย่างไรสุดท้ายความสุขที่แท้จริงก็อยู่ไม่ไกลตัวเรา เกิดมาจากข้างในตัวตนของเรา ภายในใจ ภายในความคิด มิใช่หรือ
ความคิดดีๆ เป็นที่มาแห่งความสุข แน่นอนว่าเมื่อเราคิดดีๆ โลกก็จะดีตามอย่างที่เราคิด ดังที่ท่านว่าไว้ “โลกเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่แว่นตาสีอะไรมองโลก หากมองโลกในแง่ดีชีวิตมีแต่สิ่งรื่นรมย์ หากมองโลกในแง่ร้าย ชีวิตมีแต่วุ่นวายและทุกข์ระทม”
ปัญญาดีย่อมมีสุข คนมีปัญญาย่อมใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาเพื่อให้พ้นทุกข์ ดังนั้นสำหรับคนมีปัญญา วิกฤติอยู่ไหน ปัญญาอยู่นั่น ส่วนคนด้อยปัญญา โอกาสอยู่ไหน วิกฤติอยู่นั่น จงเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนอุปสรรคเป็นอุปกรณ์ ชีวิตของคนดีคือชีวิตที่มีสุข ดังท่านว่า ดอกไม้หอมได้บางดอก แต่มนุษย์หอมได้ทุกคน หากเขาเป็นคนดี กลิ่นดอกไม้แม้หอมขนาดไหน ก็หอมได้แต่ตามลมเท่านั้น ส่วนกลิ่นความดีของคนดีนั้น หอมหวนทวนลม ฟุ้งกระจายไปในทิศทั้งสี่ ดอกไม้ผลิบานแล้วไม่นานก็ร่วงโรย แต่ความดีของคนนั้น สถิตเป็นนิรันดร์เหนือกาลเวลา ปฏิสัมพันธ์ดีก็มีความสุข เป็นการเลือกคบมิตร ซึ่งโลกนี้มีมิตรอยู่ 3 ประเภท คือ 1. บาปมิตร เพื่อนชั่ว จงอย่าคบ 2.กัลยาณมิตร เพื่อนดี จงคบ 3.พันธมิตร เพื่อนที่ผูกพันกันด้วยผลประโยชน์ จงระวัง ทำงานดีก็มีความสุข ท่านว่าไว้ คนจำนวนมากเป็นทุกข์ขณะทำงาน แต่เบิกบานเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์โดยหารู้ไม่ว่า ในหนึ่งสัปดาห์มีเสาร์-อาทิตย์แค่สองวัน จงเป็นสุขขณะทำงาน จงเบิกบานขณะหายใจ มองโลกในแง่ดี ชีวิตมีความสุข ดังผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มัน ถูก อยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด” ใครทำความเข้าใจคำกล่าวนี้ได้อย่างลึกซึ้ง คนนั้นจะไม่ทุกข์และเขาจะไม่หวั่นไหว ในความผันแปรของชีวิต สิ่งใดเกิดขึ้นมาเขาจะอุทานเสมอว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ครอบครัวดีทวีความสุข ครอบครัวคือพื้นฐานสำคัญของชีวิต บุตรธิดาคืออนุสาวรีย์ของพ่อแม่ หากลูกเป็นคนดี อนุสาวรีย์ของพ่อแม่ก็งดงาม หากลูกเลวทราม อนุสาวรีย์ของพ่อแม่ก็อัปลักษณ์… |
||||
|
|