WaNNa 的个人资料~~~PhuNgMiM~~~照片日志列表 工具 帮助

娄婉娜 WaNNa

11月16日

มันรักเธอเพียงคนเดียว

ผู้ป่วยความจำเสื่อม
 
ฉันความจำเสื่อม
ไม่เคยจำว่าเธอนั้นเคยได้ทำร้ายใจ
ไม่เคยจำว่าเธอนั้นเคยได้ทำให้ช้ำสักเท่าไร
หมดน้ำตาไปแค่ไหน หากมันรั้งให้เธอไม่ไปจากฉันได้
.. ฉันยอม
ฉันความจำสั้น
ไม่เคยจำถอยคำ ที่เธอเคยตัดพ้อยังไง
ไม่เคยจะจำที่เธอนั้นทำให้ร้ำร้องจะเป็นจะตาย
ฉันจำไม่ได้ ที่ยังทนโง่งมมากมายก็เพราะฉัน
… มันรักเธอเพียงคนเดียว
อาจจะดูไม่ดีนัก ที่ตัวฉันเป็นอย่างนี้
อาจจะดูไม่เข้าที ที่ยอมให้เธอทำร้าย
แต่ถ้าลองมาเป็นฉัน มี แค่เพียงหนึ่งเหตุผลที่ง่ายดาย
คือรักเธอ เกินกว่าใจของตัวเอง
ฉันความจำเสื่อม
ไม่เคยจำเรื่องวันที่เรานั้นไม่เข้าใจ
ไม่เคยจะคิดว่าเราสองคนนั้นต้องแยกกันไป
เข้ากันไม่ได้ มีแต่ความทรงจำสุดท้ายก็ฉัน
… รักเธอเพียงคนเดียว
อาจจะดูไม่ดีนัก ที่ตัวฉันเป็นอย่างนี้
อาจจะดูไม่เข้าที ที่ยอมให้เธอทำร้าย
แต่ถ้าลองมาเป็นฉัน มี แค่เพียงหนึ่งเหตุผลที่ง่ายดาย
คือรักเธอ เกินกว่าใจของตัวเอง
จะให้ทำอย่างไร ทั้งในเมื่อใจฉัน มันรักเธอเพียงคนเดียว
อาจจะดูไม่ดีนัก ที่ตัวฉันเป็นอย่างนี้
อาจจะดูไม่เข้าที ที่ยอมให้เธอทำร้าย
แต่ถ้าลองมาเป็นฉัน มี แค่เพียงหนึ่งเหตุผลที่ง่ายดาย
คือรักเธอ เกินกว่าใจของตัวเอง
อาจจะดูไม่ดีนัก ที่ตัวฉันเป็นอย่างนี้
อาจจะดูไม่เข้าที ที่ยอมให้เธอทำร้าย
แต่ถ้าลองมาเป็นฉัน ไม่ต้องหาหรอกเหตุผลที่มากมาย
แค่รักเธอ มากกว่าใครเท่านั้นเอง
 
 
9月13日

喜欢和爱的区别

人世间有种情感叫“喜欢”,另一种叫“爱”

爱是他在的时候,眼睛里只有他一人;他不在的时候,一切都带有他的影子。

喜欢是在深夜看书时突然想起他,想象他现在做什么,心里漾起一阵轻飘飘的温暖,却从不主动给他打电话。几分钟后,注意力又重新被书中的情节吸引!

爱是在寂寞的夜里,思念如潮水般涌来,手里捧着书却怎么也看不进去,心里惦记着他此时是否还在加班,吃没吃晚饭,是不是如自己想着他一般想着自己

喜欢是和他讨论问题争的面红耳赤,各不相让,在他面前像个刺猬一样从不认输,但在心里却早已暗暗佩服他的见地他的才华。

爱是希望他和自己步调一致,和自己心灵相通,他无心说的一句玩笑话也能让自己顷刻情绪低落甚至眼泪汪汪。在他面前,自己是从不设防的。

喜欢是出门在外给他发个短信,告诉他这边的天气很好,然后把手机关掉,独自在异地疯玩一个星期,晒成一个黑人后突然出现在他面前吓他一跳。

爱是无论到哪都希望有他陪伴。可以站在海边给他打手机,让他听听海浪的声音;也可以因为在异乡的街道上看到一个酷似他的背影而愣在原地久久不动。

喜欢是他出差前简单的道一声“一路平安”,看着他离去的背影,心中有一点不舍,却什么也不说,只是默默等待他归来的消息.

爱是他临出差前千叮咛万嘱咐,往他的背包里塞满衣服和食物,在车站要等到火车开走才肯离开。并且在他走后的日子里天天心神不定,一遍遍的祈祷他能够平安归来。

喜欢是在受伤的时候,不想让他看到自己脆弱的一面,在他面前把眼泪悄悄抹掉,转过头依然是一副快乐坚强的模样。

爱是在受委屈的时候,爬在他的胸前痛哭,没有伪装没有顾虑,把所有的烦恼统统告诉他,并渴望从他的怀抱中得到安慰。

喜欢是看到他和另一个女孩牵手走过,心里有一点点疼,但很快会冲着朝阳重新扬起笑脸。

爱是输不起的游戏,付出全部只后,留下的可能仅仅是刻在心底的一道伤痕

喜欢一个人是想要他是自己的,所以,可以喜欢很多人,想要很多人都是自己的。

爱是明明离不开他,却要不得不放弃他,因为他要的幸福,也许我给不了。不敢霸占他,希望看他找到幸福,即使那份幸福不是跟我分享的。

喜欢是,希望寂寞的时候,无聊的时候,伤感的时候,找个人说说话。

爱是,在任何时候都想跟他分享,快乐的时候甚至希望把所有快乐都给了他。

喜欢是,在很久很久没联络的时候,接到他的电话,然后笑着听他说话。

爱是,在几天没有联络的时候,着急得的打电话给他,然后忍住眼泪笑一笑。

喜欢,只有在一起的时候,才惦记着对方。

爱,是哪怕是在一起,每一秒钟也都在思念思念他。

喜欢一个人,在一起的时候会很开心

爱一个人,在一起的时候,会莫名的失落

喜欢一个人,在一起的时候永远是欢乐

爱一个人,你会常常流泪

喜欢一个人,当你想起他,你会微微一笑

爱一个人,当你想起他,你会对着天空发呆

喜欢一个人,你要得只是今天

爱一个人,你期望的是永远

喜欢一个人,是看到了他的优点

爱一个人,是包容了他的缺点

当你不想再爱一个人,你要闭上眼睛并忍着泪水

当你不想再喜欢一个人,你只要掩住双耳!

喜欢,是一种心情
爱,是一种感情
喜欢,是一种直觉
爱,是一种感觉
喜欢,可以停止
爱,没有休止

喜欢一个人,特别自然
爱一个人,特别坦然
喜欢一个人,有时候盼和他在一起
爱一个人,有时候怕和他在一起

喜欢一个人,不停的和他争执
爱一个人,不停的为他付出
喜欢一个人,希望他可以随时找到自己
爱一个人,希望可以随时找到他

喜欢你,却不一定爱你
爱你,就一定很喜欢你
จริงป่ะ..............

4月9日

ภาคสอง

ต่อจากภาคแรกน่ะ ย้อนไปความเดิมตอนที่แล้ว เอ่อ....จำไม่ได้เหมือนกัน อิอิอิTongue out
 
    พอถึงสนามบินสุวรรณภูมิ(กลางเดือนกุมภา) เฮ้อ...เดินทางคนเดียวอีกแล้ว รอแล้วก็รอ(รอโทรศัพท์บางคน แต่.....เครื่องขึ้นสิบโมงสามสิบห้า โทรมาตอนนั้นพอดี ข่าวว่าปิดเครื่องไปแล้ว)แต่ก็ขอบคุณที่ยังโทรมา... พอขึ้นเครื่องสิ่งที่ไม่อยากเจอก็เจอ อุตส่าห์ภาวนาให้ได้นั่งที่ดีๆหน่อย ชริ.....ยัง ยังไม่จบ พอลงเครื่อง(ที่เซี่ยงไฮ้) รับกระเป๋าเรียบร้อย กำลังจะออกจากสนามบิน  โดนตำรวจเรียกอีก เอ้อ หน้าเราผิดกฏหมาย ฮ่าๆๆ เรื่องของเรื่องคือเค้าคงตามหาคนจีนอยู่มั้ง เห็นชี้คนนู้นคนนี้ แต่คงไม่รู้หน้าตาเป็นงัย เลยเรียกผู้ต้องสงสัยมาสอบถาม (แล้วกรูโดนเรียกงัย) เค้าก็ถามมาเป็นภาษาจีน แต่ได้ยินไม่ถนัดเลย หะ ทำหน้าสงสัย เค้าเลยมาเปลี่ยนมาพูดอังกฤษกับเราขอดูพาสปอร์ตแล้วถามว่าเรียนที่ไหน แล้วก็ปล่อยตัวออกมา (ภาษาอังกฤษช่วยชีวิต ฮ่าๆๆ) พอเราเดินให้หลังมานิดเดียวก็ชี้ไปที่อีกคนนึงที่เดินตามมาว่าคล้ายๆ แล้วก็เรียกตัวไปอีก เหอๆๆๆ (สรุปไม่รู้อะไร) ...................
 
    เทอมนี้เรียนอีกสองอาทิตย์ก็ปิดเทอมละ ปิดก็ปิดสอบสองอาทิตย์แต่เราต้องเขียนรายงานส่ง ปวดหัวๆๆๆ ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรทุกที แต่ละวิชา(มีสามวิชา)ยากแท้หยั่งถึง ยากที่สุดมีอยู่วิชานึงอีกสองวันส่งยังไม่ได้เริ่มเขียนเลย เรื่องของเรื่องกำหนดส่งเหลืออีกอาทิตย์นึง แต่ว่าอาจารย์จู่ๆก็บอกว่าอีกสองวันให้ส่งงาน เพราะอาจารย์ไม่อยู่หลายเดือน ฮ้าๆๆๆๆๆๆๆๆ ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ เวรกรรมแท้ๆ นั่งคิดนอนคิดเดินคิดยืนคิด ก็คิดไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี เอาหนังสือทั้งหมดที่มีอยู่มากเปิดอ่านๆๆหาข้อมูล อ่านไปน้ำตาไหลไปไม่รู้ตัว และแล้วก็ ปล่อยโฮ คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแบแม่ (ตอนนี้นึกถึงแล้วฮาตัวเองมากมาย) อ้อ ปวดหัวมากด้วยจนต้องเลิกล้มแล้วนอนหลับ พอตื่นมาตอนเช้า วิธีนี้ดีที่สุด โทรเรียกเพื่อนคนจีนมาช่วยทำ เอ้ย คิด ฮ่าๆๆ เพื่อนก็แสนดี อิอิอิ มาช่วยเราคิดหัวข้อ แล้วหาข้อมูลให้ อ่าๆๆๆๆ แล้วเราก็เรียบเรียง (แต่ก็ความคิดเพื่อนทั้งน้านนนนน) แอบเขียนจดหมายน้อยให้อาจารย์ด้วยหล่ะ ขอความเมตตาให้เด็กต่างชาติต่างภาษาคนนี้ด้วย ฮ่าๆๆ  พอเขียนเสร็จแล้วก็เลยเอาไปส่งพร้อมกันทั้งสามวิชา(คนละอาจารย์นะ) อันที่จริงในใจไม่เคยอยากได้คะแนนสูงๆเล๊ย ขอแค่ผ่านก็พอละน่ะ (ผ่าน75คะแนนซึ่งสูงมาก เลยเครียด) พอถึงช่วงของการรอคะแนนออก(ซึ่งก็อีกสองอาทิตย์หลังจากส่งงานไป) ยอมรับว่าปวดหัว และกลุ้มใจทุกที กลัวไม่ผ่าน (ไม่ผ่านเรื่องใหญ่เลย) ต้องการกำลังใจในช่วงเวลานี้ด่วน และมากมาย ก็ได้จากพ่อแม่เป็นสำคัญ แล้วก็เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ทั้งที่จริงแล้วต้องให้กำลังตัวเอง แต่ก็นะ อารมณ์นี้จะไปหามาจากไหน ได้แต่นั่งรูปที่ถ่ายกับพ่อแม่ .......แล้วบอกตัวเองว่าเพื่อทั้งสองคนนี้ต้องทำให้ได้ .....................
 
    ช่วงนี้(ปลายเดือนมีนาคม)เปิดเทอมสามแล้ว เร็วจริง ..... แต่เกรดเทอมสองก็ยังไม่ออก ต้องรอลุ้นต่อไป เทอมสามอันที่จริงมีสามวิชา แต่ว่าอีกวิชานึงย้ายไปเทอมสี่ ซึ่งเป็นเพราะว่าไม่มีอาจารย์สอน (เป็นไปได้งัย) เลยเหลือแค่สองวิชา อ้อ.....ตอนแรกมีวิชาภาษาอังกฤษด้วยไปเรียนมาแล้วคาบนึง แต่ได้ข่าวมาว่าต่างชาติไม่ต้องเรียน แล้วเราก็ไม่ได้ลงเรียนวิชานี้ด้วย แต่เพื่อนคนจีนในเอกต้องเรียนเป็นวิชาบังคับ เราเลยไปถามเพื่อความแน่ใจ .......ถามอาจารย์ที่คณะ อาจารย์ก็ถามที่ฝ่ายทะเบียน ได้ความว่าไม่ต้องเรียน (ดีใจๆ) แต่เพื่อนเวียดนามไปถามฝ่ายนี้เหมือนกันคนเดียวกับที่บอกเรา เจ๊กลับบอกว่าต้องเรียน เอ๊ะ ยังงัย เจ๊แกจำคำพูดตัวเองไม่ได้รึงัย ........... แต่ยังงัยเราก็ไม่ไปเรียนหรอก ฮ่าๆๆ (จะยุ่งยากทีหลังมั้ยนิ) สรุปเทอมนี้ก็เรียนสองวิชา  โอ๊ะ เจออาจารย์คนเดิมตอนเรียนเทอมหนึ่ง ไม่เป็นไรค่ะ แต่อีกวิชานี่สิ อาจารย์โหดน่าดู ต้องอภิปรายกันทุกคาบเลย ได้รายงานมาคนละเรื่องต้องไปรายงานหน้าห้อง แล้วแต่ละคาบทุกคนต้องพูดจะถามคำถามหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนรายงานก็ได้ อ๊าๆๆๆๆๆๆๆ ปัญหาของเราคือไม่มีคำถามค่ะ แค่ฟังยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย แล้วจะถามอะไรล่ะเนี่ย.......แต่จะพยายามหาคำถามไปถามให้ได้นะคะอาจารย์..............
 
    อ๊าๆๆๆ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ( ต้นเดือนเมษา) เกรดออกแล้วๆๆๆๆๆ ลุ้นแทบตาย ฮ่าๆๆๆ โดยเฉพาะวิชาที่ทำให้ฉันเสียน้ำตา ฮ่าๆๆ ..........................ผ่านแฮะ...............คะแนนเท่าเพื่อนคนจีนหลายๆคนเลยแฮะ(จากที่สอบถามมา).......โอ้พระเจ้า.............พ่อบอกว่าเกรดออกแล้วก็เลี้ยงข้าวเพื่อนด้วย............อยากเลี้ยงข้าวเพื่อนๆ........แต่เพื่อนไม่ยอม...........
 
พอและง่วงนอน ตีสองแล้วนิ ไปนอนดีกว่าพรุ่งนี้มีเรียน (บ่าย ฮ่าๆๆๆ)Sleepy
 
 
3月14日

大海

从那遥远海边,慢慢消失的你,
 本来模糊的脸,竟然渐渐清晰。
 想要说些什么,又不知从何说起,
 只有把它放在心底。
 茫然走在海边,看那潮来潮去,
 徒劳无功,想把每朵浪花记清,
 想要说声爱你,却被吹散在风里。
 茫然回头,你在哪里。
 如果大海能够,唤回曾经的爱。
 就让我用一生等待。
 如果深情往事,你已不再留恋。
 就让它随风飘远。
 如果大海能够,带走我的哀愁。
 就象带走每条河流。
 所有受过的伤,所有流过的泪。
 我的爱……
 请全部带走。

 茫然走在海边,看那潮来潮去,
 徒劳无功,想把每朵浪花记清,
 想要说声爱你,却被吹散在风里。
 茫然回头,你在哪里。
 如果大海能够,唤回曾经的爱。
 就让我用一生等待。
 如果深情往事,你已不再留恋。
 就让它随风飘远。
 如果大海能够,带走我的哀愁。
 就象带走每条河流。
 所有受过的伤,所有流过的泪。
 我的爱……
 请全部带走。

 如果大海能够,唤回曾经的爱。
 就让我用一生等待。
 如果深情往事,你已不再留恋。
 就让它随风飘远。
 如果大海能够,带走我的哀愁。
 就象带走每条河流。

所有受过的伤,所有流过的泪。
我的爱……请全部带走。

 

 


  

2月25日

แค่อยากเล่าให้ฟัง

     กลับมาถึงเซี่ยงไฮ้ตั้งแต่วันที่ 15 (โดดเรียนไปหนึ่งสัปดาห์ เหอๆๆ) หอบการบ้านไปกะทำซะเยอะแยะ แต่..................ไม่ได้ทำเลยซักตัว (ขี้เกียจนี่....นิสัยเสีย)ยังไม่อยากกลับมาจีนเลยค่ะ กลับไปอยู่บ้านแค่สองอาทิตย์(ไปอยู่ที่อื่น ฮ่าๆๆๆ)พ่อกับแม่ยังไม่หายคิดถึงเลย (แต่อีกสี่เดือนก็ได้กลับอีก)
     ตลอดหนึ่งเดือนที่อยู่ไทยอยากบอกว่าอาหารไทยอร่อยมาก แต่อาหารฝีมือแม่ สุดยอดดดดดดดดดดดที่สุด(แม่น่ารักที่สุดเลย)
พ่อก็น่ารัก (เดี๋ยวพ่อน้อยใจ) ไปรับไปส่งตลอด กทม.- พิจิตร ,พิจิตร - กทม. อยากไปไหนจะไปส่ง อ้อนนิดนึงก็ไปส่งถึงที่(ก็เรายังไม่ได้ทำใบขับขี่ อีกอย่างรถพ่อไม่ใช่รถเรา อิอิ)เดี๋ยวให้มีรถเป็นของตัวเองก่อนเหอะ จะขับพาพ่อกะแม่ไปเที่ยวเอง(ต้องไปทำใบขับขี่รอไว้ก่อน) วันที่พ่อว่างพ่อก็พาไปหาปู่กับย่า(จ.ตาก) พอไปถึงประมาณเก้าโมงเช้านี่แหละ (ผู้ร่วมเดินทางไปกับเรา พ่อ แม่ อากับครอบครัว น้องสาว แล้วก็หลานชายที่รัก) ปู่ก็ฟ้องบอกว่าย่าปลุกตั้งแต่ตีสี่ให้พาไปซื้อของที่ตลาดมาทำกับข้าวรอพวกเรา นี่นึ่งไก่รอไว้ตั้งหลายตัว
(ไก่เปื่อยหมดเเล้ว)ก็ยังไม่มากันซักที เหอๆๆๆ ปู่บอกขี่รถตอนเช้าอย่างนี้หนาวมาก แต่ไปถึงก็ได้กินข้าวกับปู่ ย่า พอดีแหละ แล้วก็มีพี่ชาย กับอาอีกคนมาสมทบ อาเรากลายเป็นคุณตาไปซะแล้ว (อ้าว เราก็กลายเป็นป้าไปซะงั้น ไม่นะ.....ไม่เรียกป้า) อาอุ้มหลานน้อยน่ารักมาด้วยหง่า (น่ารักมากๆเลย เห็นแล้วก็หลง) พ่อกะแม่มันหน้าตาดีนี่เนาะ  แต่ทำไมแซงหน้าเราไปเฉยๆอย่างนี้ล่ะ เง้ออออออ
 
     ช่วงปลายๆเดือนมกรานัดกับเพื่อนอีกคนไปเดินสายเริ่มจากแวะไปหาพี่น้องพ้องเพื่อนที่พิษณุโลกก่อน(ม.นเรศวร)ให้ตายเถอะ ตอนสมัยเราเรียนอยู่ทำไมไม่สวยขนาดนี้นะ นู่นนี่นั่น ปรับปรุง บำรุง ซ่อมแซม และสร้างขึ้นมาใหม่ สวยมากมาย ชอบค่ะ ได้เจอรุ่นน้อง กับ พี่ๆด้วยดีใจมากมาย ไปร้องเกะมาด้วย อิอิอิ
     วันต่อมาก็ขึ้นรถไปแดนอิสาน อุดรธานี ไม่ได้ไปก่อม็อบแต่อย่างใดเพียวแค่ไปเยี่ยมพี่ๆที่ทำงาน(ม.ราชภัฏอุดรธานี)ก็เยี่ยมไม่ครบ ได้สถิตอยู่ที่ฝ่ายวิเทศน์ฯที่เดียวเลยอ่ะ (คราวหน้าเข้าศูนย์ภาษาแน่นอนค่ะ) แต่ข่าวว่าสังกัดศูนย์ภาษา เอ๊ะยังงัย แต่กว่าจะได้ฤกษ์เข้าไปก็หลายวันเอาการ พอเข้าไปก็งานเข้าเลย เหอๆๆ (พายุเข้าตอนท้ายมาด้วยนิดนึง)
     คิดถึงพี่ๆ(พี่อาจารย์มดแดง,พี่เอ๋ ,พี่เป้,เพื่อนสาวอีกสองสามคน ฯลฯ)พอได้เจอกันก็เลยพากันไปกินกุ้งเผาตัวโตๆๆ(หมด เหลือแต่ขนาดกลาง เซ็ง) ส้มตำ ตำไทย ตำลาว ตำแตง ปลาเผา ต้มยำรวมมิตร พล่ากุ้ง ปลาหมึก ผัดผงกะหรี่ กินกับข้าวผัดปู นี่มื้อเดียวนะเนี่ย
โอ้วววว เหอๆๆ ต่อด้วยการสรวลสนามสองวันติด(วันอื่นใช่ว่าไม่ไปนะ แต่ไปร้านอื่น อิอิ)อยู่อุดรสองอาทิตย์สนุกสนานดี ขอบคุณทุกคนคร๊าบบบ แต่ก็มีแอบแวะไปที่อื่น เพื่อ..........(ไม่ขอกล่าวถึง ทรมานจิตใจ) กลับบ้านดีกว่า........
 
     นั่งรถกลับจากอุดรมาลงพิดโลก (พ่อกับแม่มารับถึงพิดโลกเลย) แล้วก็เลยไปซื้อของกันนิดหน่อยกว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ค่ำเลย แต่เอ...เหลืออีกแค่อาทิตย์เดียวก็จะกลับจีนละ (อ้าว ยังไม่ได้ซื้อตั๋ว) ฮ่าๆๆๆ เดือนร้อนคุณพ่อผู้น่ารักพาไปซื้อสิ (ออกเงินให้ด้วย
นี่น่ารักสุด อิอิ) เกือบไม่ได้ราคานักเรียนซะแล้ววววว ดีที่พนักงานน่ารัก ขอบคุณค่า   วันต่อมาเพื่อนโทรมาว่าอยากเจอก็เลยรีบไปเดี๋ยวนั้น ดีที่อยู่แค่ในเมืองนะ ไกลกว่านี้ไปไม่เป็น ไม่ได้เจอเพื่อนวรรณนานมากมาย แถมยังได้เจอเพื่อนน้ำหอมอีก (อดีตคืออดีต)  ก็ดีใจที่ได้เจอนะ เพื่อนมีความสุขดีก็โอเคแหละ บ่ายๆพี่ก็มารับกลับบ้าน (พอดีมันมาหา เลยไม่ต้องนั่งรถกลับเอง) บอกว่าอยากกินกับข้าว(ยำหมู)ฝีมือเรา (คิดถูกคิดผิดเนี่ย คิดได้งัย) ขับรถมาจากตากแน่ะ อืมๆๆ ทำไปทำมาก็อร่อยดีเหมือนกัน (ฮ่าๆๆๆ ชมตัวเอง...) ..........
     อยู่ไปอยู่มาก็ถึงวันกลับ ก่อนวันจะกลับเลยไปร่ำลาญาติพี่น้องก่อน เริ่มจากยาย ยายร้องไห้ด้วย หง่าาาา (แพ้น้ำตา) แล้วก็ไปบ้านป้ากับลุง อีกมากมาย (ลุงให้ค่าขนมมาด้วย) พอกลับมาถึงบ้าน เอ่อ ยังไม่ได้เก็บของเลย ขอตัวเก็บของแป๊บนึง
พอตกเย็นลุงป้าน้าอาข้างๆบ้านก็มานั่งคุยด้วย เหอๆๆๆ มาให้กำลังใจ (ซาบซึ้งๆ) จู่ๆลุงกับป้าที่เพิ่งไปลามาก็มาหาที่บ้านซะงั้น กลายเป็นว่าผู้คนเต็มบ้านเราเลยก็เลยทำไรกินกัน เมากัน เอ้ย เม้าท์กัน (อันที่จริงก็มีแหละน่า) แล้วจู่ๆลุงก็บอกว่าจะมาส่งด้วย แล้วก็ชวนลุงอีกคนมาด้วย (เกรงใจจังค่ะ) จริงๆแล้วรู้สึกดีมากเลยที่ผู้ใหญ่เค้าดีใจกับเรามากขนาดนี้ ต้องขอบคุณอีกครั้ง สัญญาว่าจะตั้งใจเรียนและทำให้สำเร็จ (แม้จะยากมากมาย) สู้ๆคร๊าบบบ
 
พอแค่นี้ก่อนดีกว่า เขียนไรมากมายขนาดนี้เนี่ย ไม่เคยเขียนมากขนาดนี้มาก่อน งั้นเรื่องราวตั้งแต่สนามบินจนถึงเซี่ยงไฮ้ไว้ต่อคราวหน้าแล้วกัน (จะมาเขียนต่อตอนไม่มีไรทำ กำลังฟุ้งซ่าน)
1月25日

ช่วงเวลาปิดเทอม

เมื่อปิดเทอมมาถึงก็รู้สึกดีใจอ่ะนะที่จะได้กลับบ้าน

แม้จะแค่เดือนเดียว แต่ก็คิดถึงประเทศไทยมากๆเลยแหละ

นี่ก็กลับมาได้สองอาทิตย์กว่าๆจนใกล้จะเปิดเทอมอีกแล้ว .........เศร้า...........

หอบการบ้านมาตั้งมากมาย กะว่าจะทำให้เสร็จและสำเร็จ

แต่................................................................

ความขี้เกียจเข้าไส้.....................ก็เลย........................

เครียดดดดดด........................

ยังไม่ได้เริ่มทำสักตัว...............ท่าทางจะไม่รอดซะแล้วงานนี้

ฮืออออออออออออออออออออออออออออออ

(คิดซะว่ากลับมาพักผ่อน)

กลับไปตายแน่เลย.......คิดไปได้งัย

 

 

หาเรื่องเที่ยวดีกว่า ฮ่าๆๆๆๆ  ไปไหนดีอ่ะ ไปด้วยกันมั้ยคะ

 
 
 
1月5日

ความสุข

  
           คนเราต่างก็แสวงหาความสุขกันมิใช่หรือ แล้วความสุขของแต่ละบุคคลก็นิยามไม่เหมือนกัน  อย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นชีวิตที่มีความสุข ไม่ว่าจะแสวงหากันอย่างไรสุดท้ายความสุขที่แท้จริงก็อยู่ไม่ไกลตัวเรา เกิดมาจากข้างในตัวตนของเรา ภายในใจ ภายในความคิด มิใช่หรือ         
 
               ความคิดดีๆ เป็นที่มาแห่งความสุข แน่นอนว่าเมื่อเราคิดดีๆ โลกก็จะดีตามอย่างที่เราคิด ดังที่ท่านว่าไว้ “โลกเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเราใส่แว่นตาสีอะไรมองโลก หากมองโลกในแง่ดีชีวิตมีแต่สิ่งรื่นรมย์ หากมองโลกในแง่ร้าย ชีวิตมีแต่วุ่นวายและทุกข์ระทม”
 
          ปัญญาดีย่อมมีสุข
คนมีปัญญาย่อมใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาเพื่อให้พ้นทุกข์ ดังนั้นสำหรับคนมีปัญญา วิกฤติอยู่ไหน ปัญญาอยู่นั่น ส่วนคนด้อยปัญญา โอกาสอยู่ไหน วิกฤติอยู่นั่น จงเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนอุปสรรคเป็นอุปกรณ์
 
          ชีวิตของคนดีคือชีวิตที่มีสุข
ดังท่านว่า ดอกไม้หอมได้บางดอก แต่มนุษย์หอมได้ทุกคน หากเขาเป็นคนดี กลิ่นดอกไม้แม้หอมขนาดไหน ก็หอมได้แต่ตามลมเท่านั้น ส่วนกลิ่นความดีของคนดีนั้น หอมหวนทวนลม ฟุ้งกระจายไปในทิศทั้งสี่  ดอกไม้ผลิบานแล้วไม่นานก็ร่วงโรย แต่ความดีของคนนั้น สถิตเป็นนิรันดร์เหนือกาลเวลา
 
          ปฏิสัมพันธ์ดีก็มีความสุข
เป็นการเลือกคบมิตร ซึ่งโลกนี้มีมิตรอยู่ 3 ประเภท คือ
1. บาปมิตร เพื่อนชั่ว จงอย่าคบ 2.กัลยาณมิตร เพื่อนดี จงคบ 3.พันธมิตร เพื่อนที่ผูกพันกันด้วยผลประโยชน์ จงระวัง
 
          ทำงานดีก็มีความสุข
ท่านว่าไว้ คนจำนวนมากเป็นทุกข์ขณะทำงาน แต่เบิกบานเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์โดยหารู้ไม่ว่า ในหนึ่งสัปดาห์มีเสาร์-อาทิตย์แค่สองวัน จงเป็นสุขขณะทำงาน จงเบิกบานขณะหายใจ 
 
          มองโลกในแง่ดี
ชีวิตมีความสุข ดังผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มัน ถูก อยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด” ใครทำความเข้าใจคำกล่าวนี้ได้อย่างลึกซึ้ง คนนั้นจะไม่ทุกข์และเขาจะไม่หวั่นไหว ในความผันแปรของชีวิต สิ่งใดเกิดขึ้นมาเขาจะอุทานเสมอว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง”
 
          ครอบครัวดีทวีความสุข
ครอบครัวคือพื้นฐานสำคัญของชีวิต บุตรธิดาคืออนุสาวรีย์ของพ่อแม่ หากลูกเป็นคนดี อนุสาวรีย์ของพ่อแม่ก็งดงาม
 
          หากลูกเลวทราม อนุสาวรีย์ของพ่อแม่ก็อัปลักษณ์…